Group Gaia

บทเรียนจากการลดของเสีย ของครอบครัวไทย: จากความสับสนไปสู่ระบบที่ได้ผล

โดย ชัยวัฒน์ วงศ์ทอง · 16 กรกฎาคม 2569

บทเรียนจากการลดของเสีย ของครอบครัวไทย: จากความสับสนไปสู่ระบบที่ได้ผล

เรื่องเล่าครั้งนี้ไม่ใช่จากนักสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ แต่มาจากครอบครัวธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในเขตปทุมธานี คนในบ้านทั้ง 5 คน เคยสัญญาว่าจะลดขยะ แต่ความเป็นจริงเข่นข้องกว่าที่คิด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

บริบท: เมื่อเห็นความจริง

ทุกอย่างเริ่มจากการนับของเสีย เมื่อครอบครัวนี้ตัดสินใจให้คุณแม่จดบันทึกว่าต้องทิ้งขยะกี่ถุงต่อวัน ผลที่ออกมาแล้ว คือ 2 ถุง ทุกๆ วัน นั่นคือประมาณ 730 ถุงต่อปี จากนั้นก็คิดออกไปอีกสักพักว่า ถ้าต่อ 20-30 ปีการใช้ชีวิตแบบนี้ สิ่งที่เลยไปจะเป็นอะไร

แม่ลงลึกไปอีกขั้น เธอแยกดูว่าของเสีย 2 ถุงนี้ประกอบด้วยอะไร ผลการสำรวจแสดงว่า:

  • ประมาณ 35% คือบรรจุภัณฑ์พลาสติก (ถุงตาข่าย ขวดนม ห่อนม ห่ออาหารแช่แข็ง)
  • 25% คือเศษอาหาร เปลือกผักผลไม้
  • 20% คือกระดาษ กล่องอาหาร ซองเก่า
  • 20% คือของเสียอื่นๆ ที่ถึงกับเรียกไม่ชื่อ

เรื่องน่าตกใจคือพวกเขาค่อนข้างรู้สึกว่าทำได้ดีแล้ว เพราะไปตลาดแล้วพยายามถือกระสอบผ้า ซื้อจากร้านอบรม เลือกของ "สำเร็จรูป" แทนการแปรรูปเอง แต่เมื่อเห็นตัวเลขจริง ก็รู้ว่า "พยายาม" ยังไม่พอ ต้องการความเปลี่ยนแปลงจริงจัง

ปัญหา: ระบบไม่มี ส่วนความมุ่งหวังมีเต็มไป

เมื่อตัดสินใจว่าจะต้องลดขยะ ครอบครัวนี้ก็พบกับอุปสรรคหลายประการ ที่อาจทำให้หลายคนท้อแท้

ปัญหาแรก คือการขาดความรู้และระบบที่ชัดเจน การแยกขยะในไทยมันสับสน บ้านเดียวกันอาจได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกัน บางที่บอกแยก 3 ประเภท (ทั่วไป อันตราย กระสอบ) บางที่บอก 5 ประเภท บางเขตแล้วก็ไม่แยกตรวจสอบดีสักเท่าไร พอที่บ้านนี้พยายามแยก พอขนออกมาตรวจสอบ ยังคงปนเปื้อนอยู่บ้าง

ปัญหาที่สอง คือความกังวลของสมาชิกในบ้าน เมื่อเขาลองทำ "zero waste" ที่ยุ่งมากกว่า คืออาหารเสียก็ต้องแยก ลังไก่ต้องหา ถ้าไปเที่ยว ต้องเอากล่องข้าวของเก่ามาใหม่ ความพยายามนี้ทำให้บางคนในบ้านรู้สึกว่า "ทำไมต้องยากขนาดนี้" และหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วม พวกเพื่อนของลูกๆ มาเยี่ยม แล้วเห็นว่า "บ้านนี้มีอะไรแปลก" ก็เลือกการไปบ้านอื่น

ปัญหาที่สาม คือสิ่งแวดล้อมของบ้าน โครงการอพยพเลขที่ 3 ที่พวกเขาอยู่ ไม่มีจุดรับรีไซเคิลที่เหมาะสม ต้องขับรถไปเอง บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะซื้อสินค้าที่ "แนวโน้มดี" ได้ที่ไหน ร้านสกรีนเสื้อ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการสั่งเสื้อแบบขนาดเล็ก ใช้สีน้อย หรือเลือก ร้านสกรีนเสื้อที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ก็ต้องค้นหา บ้านปกติส่วนใหญ่ไม่รู้จะหาได้ที่ไหน

วิธีแก้: ระบบที่ "ง่ายพอ" แทนที่ "สมบูรณ์แบบ"

จุดเปลี่ยนหลักคือครอบครัวนี้เลิกคิดว่า "ลดขยะ" ต้องหมายถึง "ไม่ทิ้งขยะเลย" แทนที่จะเป็นเงาม้า พวกเขาตั้งเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม คือ "ลดจาก 2 ถุงเป็น 1 ถุงในปีแรก"

ระบบลดขยะของครอบครัวนี้ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน:

ขั้นตอนแรก: หยุดทำความเสีย

พวกเขากำหนดว่า ก่อนจะต้องรีไซเคิล ต้องหยุดซื้อของที่ไม่จำเป็นก่อน ลูกสาวของครอบครัวนี้เขียนรายการของที่ใช้ได้เป็นประจำ (toilet paper, dishwashing liquid, rice, fish sauce) แล้วซื้อเพียงนั้น พยายามไม่ซื้อขึ้นเกิน

เทคนิคง่ายคือ ไปตลาดหลังเที่ยง เมื่อเวลาจะปิด ผักผลไม้ราคาถูก ลด demand ของสินค้าบรรจุในพลาสติกตรงนี้เลย

ขั้นตอนที่สอง: แยกขยะให้ถูกประเภท

พวกเขาเลิกแยก 5 ประเภท แบบหลากหลาย แล้วมาเป็นแค่ 3 กล่อง ที่เหมาะกับพื้นที่และบริการรวบรวมของจริง:

  • กล่องสีเขียว (หมวด "หมักปุ๋ย"): เศษอาหาร เปลือกผัก ใบไม้ เศษปรุงอาหาร ที่หมักได้
  • กล่องสีฟ้า (หมวด "รีไซเคิล"): ขวดพลาสติก กระดาษ กล่องไข่ ซองขาว ที่เขตนี้จะเก็บ
  • กล่องสีเทา (หมวด "ทั่วไป"): อื่นๆ ที่เหลือและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร

ที่สำคัญ พวกเขาติดป้ายชัดเจนและสอนทุกคนในบ้านเหมือนกัน ไม่มี "ใครหมั่นไส้ใครคนนั้น" ลุงคนขับขยะยังบ่นบ้างว่าปนเปื้อน แต่พอหลายครั้ง ค่อยๆ ดีขึ้น

ขั้นตอนที่สาม: หมักปุ๋ยจากอาหารเสีย

นี่คือมาตราการลดขยะที่มีผลมากที่สุด กล่อง "หมักปุ๋ย" ของพวกเขาดึงความสนใจมาจากนักสิ่งแวดล้อมหลายคนแล้ว

เขาซื้อถังพลาสติกขนาด 20 ลิตรเพื่อหมัก ในข้างในเอาดินร่วน ใบไม้เก่า ด้วยแบคทีเรีย EM (Effective Microorganism) พวกเขาฟีดให้มันอาหารวันละครั้ง เศษอาหารทุกชนิด (เกือบทั้งหมด) ใช้เวลา 3-4 เดือน มันก็กลายเป็นปุ๋ยที่คุณแม่ใช้ปลูกสไปนี่ แสนขนม และแตงกวา

สิ่งที่ทำให้ครอบครัวตอบสนองในระยะเวลาหนึ่งก็คือ พวกเขาเห็นผล: ต้นสไปนี่ปลูกได้ ปลูกได้เยอะ ลดการซื้อผักแล้ว เศษอาหารกลายเป็นปุ๋ย ไม่ใช่ทิ้ง

ผลลัพธ์: สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นจริง

หลังจากการเปลี่ยนแปล

ชัยวัฒน์ วงศ์ทอง
คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เน้นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริง

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ด้านล่าง — เราอ่านทุกความเห็น